
ทำไมคนรุ่นลูกยุคนี้ ถึงมองการดูแลผู้สูงอายุเปลี่ยนไป
ทำไมคนรุ่นลูกยุคนี้ ถึงมองการดูแลผู้สูงอายุเปลี่ยนไป : Healthcare Insight โดย ธานี มณีนุตร์
สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมอยากมาชวนคุยเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน แต่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวกำลังเจออยู่ครับ นั่นคือเรื่องการดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุในบ้านครับ ถ้าเราย้อนกลับไปสัก 20-30 ปีก่อน ค่านิยมที่ฝังหัวเรามาตลอดคือ ลูกกตัญญูต้องเลี้ยงพ่อแม่ด้วยตัวเองที่บ้านเท่านั้น ใครเอาพ่อแม่ไปฝากคนอื่นดูแลมักจะถูกตราหน้าว่าทอดทิ้ง ไม่รักดี
เพราะลูกต้องอยู่ปรนนิบัติพ่อแม่ที่บ้านตลอดเวลา เช้าถึงเย็นถึง ทำกับข้าวให้กิน เช็ดตัวดูแลกันไปจนถึงวันสุดท้าย ซึ่งภาพนั้นมันสวยงามมากครับ และไม่มีใครเถียงเลยว่านั่นคือความรักที่บริสุทธิ์ แต่วันนี้โลกมันเปลี่ยนไปไกลมากแล้วครับ มุมมองของคนรุ่นลูกยุคใหม่ต่อคำว่า “ความกตัญญู” กำลังถูกตีความใหม่ แต่ ๆ ๆ ไม่ใช่เพราะอยากปัดภาระนะครับ เป็นเพราะคนยุคนี้เริ่มเข้าใจคำว่าคุณภาพชีวิตลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมนั่นเองครับ
เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ โลกมันหมุนไปไกลจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ชีวิตของคนรุ่นลูกยุคนี้มันไม่ได้เรียบง่ายแบบนั้นแล้ว เราอยู่ในยุคที่การทำงานแข่งกับเวลาเป็นเรื่องปกติ หลายคนต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ความรับผิดชอบบนบ่ามันหนักอึ้ง ทั้งเรื่องงาน ความมั่นคง และการสร้างครอบครัวของตัวเอง จนบางทีการอยู่ดูแลท่านเองที่บ้าน อาจกลายเป็นโจทย์ที่ทำได้ยากเหลือเกิน จนแทบจะเป็นไปไม่ได้ในโลกความเป็นจริงเลยครับในบางครอบครัว
ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ มุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อคำว่า “การดูแล” มันกำลังเปลี่ยนไปครับ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า การที่ลูกยอมลาออกมาดูแลพ่อแม่เองที่บ้าน ต้องแลกมากับความเครียดสะสมของลูก และการที่พ่อแม่ต้องนั่งเหงาอยู่บ้านคนเดียว ในขณะที่ลูกวุ่นกับงานบ้านหรืองานเสริม แบบนั้นมันเรียกว่าความสุขจริง ๆ หรือเปล่า
ดังนั้นแล้ว จะดีกว่าไหมถ้าเราเจอกันแล้วมีแต่รอยยิ้ม มีแต่พลังงานดี ๆ ให้กัน โดยเปลี่ยนมาโฟกัสที่คุณภาพชีวิต มองหาความสมดุลที่ทำให้ทั้งเราและพ่อแม่มีความสุขไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเสียสละชีวิตของตัวเองจนหมดสิ้น
บทความนี้ผมเลยอยากมาตีแผ่ความคิดของลูกยุคใหม่ว่า ทำไมเราถึงกล้าเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการดูแล และทำไมความกตัญญูในยุคนี้ ถึงไม่ได้วัดกันที่ว่า “ใครอยู่เฝ้าบ้านเก่งกว่ากัน” ครับ เพราะการดูแลแบบมืออาชีพจึงไม่ใช่เรื่องของการผลักภาระ แต่มันคือการเติมเต็มในส่วนที่ ความรักของลูกเพียงอย่างเดียวให้ไม่ได้ นั่นคือเรื่องความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ ด้านการแพทย์ กิจกรรม การบำบัด และการสร้างสังคมในวัยเดียวกันนั่นเองครับ
ไม่ใช่ไม่รัก แต่เพราะเข้าใจคำว่า “ดูแล” ลึกซึ้งกว่าเดิม
ประเด็นแรกที่อยากชวนคิดคือ ความเข้าใจเรื่องการดูแลครับ สมัยก่อนเราอาจจะคิดว่า แค่ป้อนข้าว ป้อนน้ำ พาท่านเข้านอน ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ความจริงแล้ว การดูแลผู้สูงอายุคือศาสตร์แขนงหนึ่งเลยนะครับ ต้องยอมรับครับว่าเราไม่ใช่หมอ ไม่ใช่นักกายภาพ และไม่ใช่โภชนากร หลายครั้งความรักของเรานี่แหละที่ไปจำกัดความสุขท่าน อย่างที่ผมเคยบอกไปตอนต้นว่าเรากลัวท่านล้มจนไม่ให้ท่านเดิน หรือกลัวท่านป่วยจนห้ามกินของชอบ
แต่สำหรับคนรุ่นใหม่เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าการส่งต่อหน้าที่การดูแลกายภาพให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการ มันช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัวได้เยอะมากครับ เมื่อเรื่องจุกจิกอย่างการกินยา การทำแผล หรือการฝึกเดินมีคนดูแลอย่างถูกต้อง หน้าที่ของลูกอย่างเราจะกลับไปสู่หัวใจสำคัญที่สุด คือการเป็น “ความสุขทางใจ” ให้ท่าน เรามีเวลาคุยกับท่านมากขึ้น มีเวลาพาเที่ยวมากขึ้น เพราะเราไม่ต้องพะวงกับเรื่องเทคนิคการแพทย์ที่เราเองก็ไม่ถนัด ไม่มีความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงดูมาเป็นกำแพงกั้นกลาง นี่แหละครับคือคุณภาพชีวิตที่แท้จริงครับ
เมื่อบริบทเปลี่ยน หัวใจการดูแลก็ต้องปรับ
เมื่อโลกเปลี่ยนไป ชีวิตลูกยุคนี้ ไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งครับว่า ไลฟ์สไตล์ของพวกเราเปลี่ยนไปมหาศาลจริง ๆ สมัยก่อนครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่ เน้นอาศัยกินอยู่กันเป็นกงสี มีพี่น้อง 5-6 คน ช่วยกันสลับสับเปลี่ยนดูแลได้ แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ลูกคนเดียว หรืออย่างมากก็สองคน แถมแต่ละคนต้องแบกภาระหน้าที่การงานที่หนักอึ้ง
การแข่งขันในที่ทำงานสูงขึ้น เวลาทำงานไม่แน่นอน บางคนต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัด หรืออยู่คนละมุมเมืองกับพ่อแม่ บวกกับการเดินทางในเมืองที่แสนจะติดขัด ยิ่งเมืองกรุงเทพหรือในเมืองยิ่งแล้วใหญ่เลยครับ ขึ้นชื่อเรื่องการจราจรติดขัดหลายชั่วโมง การไปหาพ่อแม่แต่ละครั้งอาจใช้เวลากว่าครึ่งวัน กลายเป็นข้อจำกัดที่เลี่ยงไม่ได้ครับ
คนรุ่นใหม่หลายคนจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด แทนที่จะฝืนทำทุกอย่างด้วยตัวเองจน Burnout ทั้งลูกทั้งพ่อแม่ ที่มักจะจบลงด้วยการใช้อารมณ์ใส่กันเพราะความเหนื่อยล้า แต่กลายเป็นการเลือกที่จะจัดการระบบการดูแลให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้เวลาที่เราได้เจอกัน เป็น “Quality Time” จริง ๆ คือเวลาที่มีแต่รอยยิ้ม ได้กอดกัน ได้คุยเรื่องสนุก ๆ โดยที่ไม่ต้องมีเรื่องความเครียดจากการดูแลที่เหนื่อยยากมาแทรกกลาง
การมีทีมดูแลมืออาชีพช่วยเติมเต็มในสิ่งที่ครอบครัวทำไม่ไหว เช่น การทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี การดูแลเรื่องโภชนาการที่เหมาะสมกับโรคประจำตัว หรือแม้แต่การชวนคุยและทำกิจกรรมนันทนาการที่ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง สิ่งเหล่านี้คือการมอบชีวิตที่มีชีวากลับคืนให้ผู้สูงอายุ ซึ่งบางครั้งลำพังลูกเพียงคนเดียวที่ยุ่งกับการทำงาน ไม่สามารถทำได้ครบถ้วนเท่ามืออาชีพ
สุดท้ายไม่ว่ารูปแบบการดูแลจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ “ความรัก” ครับ ความตั้งใจของลูกทุกคนยังคงเหมือนเดิม คืออยากให้พ่อแม่มีบั้นปลายชีวิตที่สบายและปลอดภัยที่สุด ลูกในยุคนี้ยอมที่จะถูกมองว่าทำไมไม่ดูแลเอง เพียงเพื่อจะแลกกับการให้พ่อแม่ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด มีพยาบาลคอยดูใกล้ชิด มีอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน และมีเพื่อนวัยเดียวกันคุยแก้เหงา เพราะเราเชื่อว่าความรักคือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ท่าน ไม่ใช่การเลือกสิ่งที่คนรอบข้างบอกว่าดีครับ
ทำไมเนอสซิ่งโฮมยุคใหม่ ถึงตอบโจทย์ชีวิตที่ลงตัว
หลายคนอาจจะยังกังวลเรื่องภาพลักษณ์ของเนอสซิ่งโฮม แต่เชื่อผมเถอะครับว่าเนอสซิ่งโฮมในปัจจุบันเขาพัฒนาไปไกลมากจนแทบจะเหมือนโรงแรมหรือรีสอร์ตหรูเลยทีเดียวครับ มันไม่ใช่สถานที่ที่เอาผู้สูงอายุไปฝากไว้แล้วจบกัน แต่มันคือพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อ “เพิ่มพลังชีวิต” ให้ผู้ใหญ่ที่เรารัก มีการดูแลโดยบุคลากรทางการแพทย์มืออาชีพที่พร้อมซัพพอร์ตตลอดเวลา มีกิจกรรมสันทนาการที่ถูกออกแบบมาเพื่อชะลอความเสื่อมของสมองและร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือสังคมครับ พ่อแม่เราจะได้มีเพื่อนวัยเดียวกันที่คุยกันถูกคอ มีคนชวนเดินเล่น มีคนชวนกินข้าว
การส่งท่านไปอยู่ในสถานที่ที่ดูแลครบวงจรแบบนี้ ในมุมมองของลูกยุคใหม่ มันคือการหยิบยื่น “รางวัลชีวิต” ให้ท่านในช่วงบั้นปลายครับ เพื่อให้ท่านได้รับการดูแลที่เหนือกว่าที่บ้านจะทำได้ ให้ท่านปลอดภัย และให้ทุกวันของท่านเต็มไปด้วยกิจกรรมที่สร้างสรรค์ การที่ลูกเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแบบนี้ให้ท่าน มันคือการพิสูจน์ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเราแค่อยากให้ท่านสุขกาย สบายใจ ในระดับที่มืออาชีพเท่านั้นที่มอบให้ได้ครับ เมื่อพ่อแม่แฮปปี้ ลูกหลานเองก็แฮปปี้ครับ






